
จดโดเมนเนมใหม่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัวในการบันทึกสิ่งที่พบเห็น ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาเหล่านี้ ซึ่งหลายๆครั้งนำมาสู่การทดลอง แรงบันดาลใจในการทำงานออกแบบ
www.pommeid.com
มาตรฐานหนึ่งที่ค่อนข้างจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกๆคนในชีวิตประจำวัน ที่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อบอกถึงช่วงเวลาหนึ่งๆในหนึ่งวัน หรือสามารถกำหนด นัดหมายให้คนมาเจอกัน พบปะกันได้ในช่วงวันที่กำหนด หน่วยที่เป็นมาตรฐานที่เข้ามาเกี่ยวข้องต่อจากเวลา ก็คือ วัน เดือน ปี ซึ่งสามารถบอกถึงชีวิตที่ดำเนินอยู่ในโลก วัดได้ถึงประสบการณ์จากการเกิดมา โดยอาจจะใช้หน่วยของปี ในการแบ่งว่าใครมีอายุมากกว่าใคร ใช้เดือนในการกำหนดช่วงระยะเวลาที่ยาวนานกว่าช่วงเวลาอันสั้น ใช้หน่วยมากำหนดว่าเราอยู่ในช่วงไหนของแต่ละสัปดาห์โดยการใช้วันเข้ามาช่วย
ทุกสิ่งที่กล่าวมาเป็นส่วนที่มีทุกคนมาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่อยู่ภายในหัว กับคำถามมากมาย กับการที่ชีวิตไม่เห็นมาตรฐานเหล่านี้อยู่ในความคิดพื้นฐานของผมเลย นอกเสียจากว่า จะต้องใช้มันจริงๆเท่านั้น
ความหมายก็คือ ขณะที่ช่วงเวลา ในหนึ่งวัน น่าจะมีการแบ่งอย่างชัดเจน และมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ต่อการทำงานในอวัยวะทุกๆส่วนในร่างกายเรา ว่า ช่วงเวลาไหนที่ร่างกายจะพักผ่อน ช่วงเวลาไหนที่เหมาะแก่การทำงาน แต่ในขณะที่เวลาที่ละเลยไป กลับไม่ได้เกิดขึ้นจากอวัยวะเหล่านี้ นอกเสียจาก จิตใจของตัวเราเอง เป็นตัวกำหนดให้ทุกอย่างเกิดเสียระบบมากขึ้นไป และค่อยๆสะสมให้ดูแย่ขึ้นไปอีก
สงสัยจะต้องเริ่มปรับอะไรใหม่ๆ โดยเริ่มต้นจากการจัดระบบก่อนแล้วล่ะ รู้สึกว่าระบบมันเสียไปทั้งหมดไม่ว่าจะทำอะไรจะคิดอะไร มันกลายเป็นว่า ไม่ลงตัวเลยซักนิดเดียว
>มีอะไรให้ทำในวันนี้ ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้ทำในวันหน้า
หลายครั้ง ที่คนเรามักจะบ่นกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว แต่ในเมื่อวันนึงสิ่งสิ่งนั้นขาดหายไป เราอาจจะเสียดายวันเวลาที่เคยมีไปก็ได้
>เราไม่มีทางที่จะต่อสู้กับข้อมูลข่าวสารในทุกๆวัน เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง เราเป็นเพียงแค่มนุษย์เดินดิน ที่มีเพียงแค่ร่างกายที่เล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับปัญญาที่แสนใหญ่โต
สิ่งที่เราทำได้ เพียงแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่เสียใจ ว่าวันนี้เราไม่ได้ทำอะไรเลย
>ความเชื่อเป็นสิ่งที่เราควรมี ถึงแม้ว่าภายใต้ความเชื่อนั้นๆ จะเต็มไปด้วยความลำบาก แต่หากเราผ่านมันไปได้ ก็จะไม่มีอะไรมาขวางตัวเราได้
ชีวิตสามารถดำรงได้ด้วยความเชื่อ และความพยายามถึงแม้จะยากเย็นแค่ไหน เราก็จะต้องต่อสู้ และกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น ผลที่ตามมาจะเป็นกำไรให้กับชีวิตของเราที่จะตอบแทนหลังจากเรากระทำสิ่งใดลงไป
ในช่วงเวลาหลายๆเดือนที่ผ่านมา หลายๆครั้งผมมักจะตั้งคำถามกับตัวเองในทุกๆวันว่า วันนี้เราจะต้องทำอะไร? มีอะไรให้เราทำ? ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ผมเห็นงานออกแบบเป็นสิ่งที่ผมรัก ผมจะไม่นึกถึงเลยว่ามันเป็นงาน และไม่คิดว่านี่คือสิ่งที่เราจะใช้คำว่า “ทำ” มากำกับ มันเหมือนกับเป็นการเล่นซะมากกว่า
แต่ช่วงหลังๆนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมค่อนข้างจะมาก จนแทบจะเป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ คือการที่ผมได้เข้ามาเรียน และได้เห็นนักออกแบบมากมาย ทั้งอาจารย์ และทั้งรุ่นพี่ ผมรู้สึกถึงสังคมอีกแบบหนึ่งที่เรียกกันว่าสังคมของนักออกแบบ ซึ่งแตกต่างจากที่ผมเข้าใจมาก สิ่งที่ผมค้นพบจากสังคมแบบนี้คือ นักออกแบบแต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์ต่อสภาพแวดล้อม และทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัว มีความคิดสร้างสรรค์ ดูมีความสุข มีความรักที่จะทำงานออกแบบ ถึงแม้จะดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กรอบของปัญหา ก็ยังคาดหวังว่าจะมีวันหนึ่งที่จะได้มีส่วนช่วยให้สังคมดีขึ้น
นักออกแบบที่ผมเข้าใจ แทบจะเป็นนักจัดระบบความคิด ชีวิต และสังคมซะมากกว่า ผมมองเห็นความละเอียดอ่อน ความมีระบบ มีทัศนคติที่ดี มากกว่าเห็นกราฟิคสวยๆด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมมองเห็นหากมองแบบผิวเผินนั้น อาจจะมองไม่เห็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักออกแบบเลยก็ว่าได้ “ไม่มีกราฟิคที่เราจะได้เห็นเด่นชัด” “ไม่มีสีสันที่ฉูฉาด” “ไม่ใช่งานศิลปะ” แต่หากมองดีๆแล้ว นี่อาจจะเป็นแก่นแท้ของคำว่า “นักออกแบบ” เลยก็ว่าได้
สิ่งที่ผมมองเห็นจากการเป็นนักออกแบบที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสื่อที่จะใช้งาน แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ สื่อต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ คอมพิวเตอร์ นั้นใกล้ตัวเรามากๆ จนแทบจะแยกไม่ออก ผมเริ่มมองเห็นว่าเรื่องราวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ หากนักออกแบบต้องการจะออกแบบอะไรซักอย่าง สื่อนั้นก็จะมีความสำคัญไม่แพ้กัน แต่ว่าสื่อไหนต่างหากที่จะช่วยให้ผลงานของนักออกแบบสื่อสารออกมาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ย้อนกลับมาที่ความคิดของตัวผมเอง ทำให้ผมมองเห็นว่าตัวผมเองอาจจะเปลี่ยนไปโดยที่ไม่รู้่ตัวก็ได้ เช่น รู้สึกได้ถึงความเครียดมากขึ้น รู้สึกได้ถึงความคิดที่ว่า “ไม่มีเวลา” และเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามากเกินไป และจากที่พยายามติดตามกระแสของสิ่งที่ผมรักนั้น จนวันนึง กลายมาเป็นผมต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้ไว้ จนดูเหมือนว่า ผมคอยรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข่าวสารเอาไว้ ซึ่งขาวสารในชีวิตประจำวันเรามากมายเหลือเกิน
ตลอดเวลาที่ผมมักจะหาเวลานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆกันแทบจะทุกวัน และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก จนผมมีความคิดว่าอยากจะบันทึกความทรงจำดีๆเหล่านี้ไว้ว่าต่อไปนี้จงทำงานเพราะอยากทำไม่ใช่เพราะต้องทำ อย่าคิดว่ามันเป็นหน้าที่ ลองคิดว่ามันเป็นความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งที่เราเป็น ทำตัวให้สบายๆ ทำใจให้สบาย คิดให้เป็นธรรมชาติ
ผมนึกถึงคำที่อาจารย์พูดบอกว่า “จงเต้นรำโดยไม่ต้องคิดว่าจะมีคนเห็น เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าจะมีคนเห็น เราก็จะพยายามทำมันให้มันดูสวยงาม ปรุงแต่งมากที่สุด จนลืมไปแล้วว่าการเต้นรำนั้นคืออะไร” อาจจะไม่ตรงทุกถ้อยคำ แต่ทำให้ผมมองเห็นอะไรหลายๆอย่างจากคำพูดประโยคนี้
{blazeid} คือสตูดิโอออกแบบซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงชื่อมาจาก blaz3 เนื่องจากปัญหาหลักๆของการนำตัวเลขมาใช้ในการอ่าน ในเชิงตัวอักษร (ตัว e) ด้วยประสบการณ์ของนักออกแบบ (ตัวผมเอง) ในสมัยที่เริ่มคิดชื่อ blaz3 ใหม่ๆ เนื่องด้วยเงื่อนไขที่ว่า หากชื่อยิ่งสั้นก็จะยิ่งดีในการจดจำ และชื่อที่เลือกใช้ก็จะเป็นชื่อที่ในตอนนั้นชอบมากเป็นการส่วนตัว
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ มีที่มาจากการเปลี่ยนชื่อเป็น blazeid โดยการนำชื่อเดิม blaz3 เปลี่ยนกลับมาเป็นคำว่า blaze แล้วเติมคำว่า id ลงไปด้วยเหตุผลที่ว่า id จะสามารถขยายความเฉพาะตัวของสิ่งใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้มากขึ้น
คำว่า id ย่อมาจาก identification ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “การแสดงตัว” โดยต้องการจะสื่อสารว่าเรามีตัวตนจริง และตัวตนนั้นจะมีการพัฒนาต่อๆไป
การเลือกใช้สัญลักษณ์ { } เป็นการสื่อถึงความมั่นคงของการยืนยันการมีตัวตนอย่างชัดเจน โดยสามารถที่จะใช้ {_____id} เพื่อ เป็นการระบุถึงลักษณะเฉพาะของการออกแบบที่ต่างประเภทออกไป
{blazeid} คือสตูดิโอออกแบบที่เกิดจากความรักในงานด้านออกแบบ และเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เดินไปข้างหน้า โดยมุ่งเน้นถึงการสร้างความรูสึกที่ดีต่อการมองเห็น, ควบคู่ไปกับการศึกษาคุณลักษณะของผู้ใช้งานด้าน digital content และ web marketing
ปัญหา - เนื่องจาก {blazeid} เป็นสตูดิโอออกแบบที่เริ่มเติบโตอย่างเร็ว เมื่อเทียบกับช่วงอายุและประสบการณ์ของนักออกแบบ และโอกาสต่างๆที่ได้รับ สิ่งที่ผิดพลาดมักจะเกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความรู้ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภค ทั้งในความเข้าใจและวิธีการคิดของนักออกแบบเอง ทำให้เกิดปัญหาในการคิดและปฏิบัติอย่างถูกต้องโดยเริ่มจากการสร้างมาตรฐานขององค์กรของตัวเอง ซึ่งปัญหาหลักๆ อาจเกิดจาก
1. ความไม่เข้าใจถึงการสร้างมาตรฐานอย่างแท้จริง โดยไม่วิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนว่า รูปแบบขององค์กรเป็นอย่างไร ใหญ่เล็กขนาดไหน
2. ขาดความเข้าใจในการนำเสนอข้อมูล โดยอาจจะมุ่งไปที่เทคนิคมากกว่า ทำให้เกิดการบกพร่องในการเข้าถึงข้อมูล หรืออาจจะทำให้ดูไม่น่าสนใจ
ซึ่งเพียงปัญหาหลักๆ สองข้อนี้ ได้ผ่านมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี ทำให้ตัวผมเองพยายามที่จะกลับเข้าไปแก้ไขปัญหาของสตูดิโอออกแบบของตนเอง โดยวิธีการแก้ปัญหา มีดังนี้
1. ศึกษาถึงโครงสร้าง ณ ปัจจุบัน ว่า blazeid เป็นสตูดิโอในรูปแบบไหน มีวิธีการทำงานเป็นอย่างไร ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของการที่จะใช้บริการ
2. ศึกษารูปแบบ และสร้างมาตรฐานขององค์กร (corporate identity)
3. ศึกษาโครงสร้างของการนำเสนอข้อมูลทางเว็บไซต์ รวมถึงเทคนิคและวิธีการ
โดยผลที่ตามมาจากการศึกษานี้ จะถูกบันทึกในครั้งต่อไป
หลังจากที่ไม่ได้จัดอะไรมาหลายวัน ก็เลยจัดใหม่ซะหน่อย ถึงจะคงความรก แต่ก็ดูสบายตาขึ้นเยอะ!

หลังๆมา ไม่ค่อยได้นึกถึงการหาข้อมูลต่างๆที่น่าจะถูกต้อง กับการทำเว็บไซต์ ส่วนใหญ่จะมาจากประสบการณ์ซะมากกว่า แต่พอผ่านไปนานเข้า เทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เกิดคำถามกับตัวเองหลายอย่าง อย่างเช่นว่า ทุกวันนี้ resolution ของเว็บไซต์ที่ support คนได้มากที่สุดคือเท่าไหร่กันแน่
อย่างที่ทราบดีสำหรับตัวผมว่า สมัยก่อนคอมพิวเตอร์ กับ VGA Card แสดงผลได้น้อย 800×600 pixels ก็แทบจะเป็นเรื่องมาตรฐานพอสมควรในช่วง 5-10 ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นหลายๆคนยังใช้ขนาดหน้าจอ 640×480 อยู่เลย จนมาตอนนี้ ทุกคนก็เริ่มมาใช้ขนาดหน้าจอที่กว้างขึ้น อาจจะเป็นเพราะประสิทธิภาพการ์ดจอในทุกวันนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญโดยส่วนตัวของนักออกแบบ หรือผู้ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องทำงานไปพร้อมกับ Tool ที่มีจำนวนมาก และวุ่นว่ายพอสมควรหากปล่อยให้หน้าต่างเหล่านี้มาบังเรา วิสัยทัศน์ที่ดีก็จะขาดหายไป
นี่คือข้อมูลล่าสุดที่ลองค้นหาดู จาก W3School ซึ่งเป็นเว็บที่นำเสนอข้อมูลทุกประเภท เกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ มีการสอน เทคนิค และวิธีการ ที่ทั่วโลกยอมรับ ในระดับที่ดูจะเหมือนเป็นองค์กรณ์ทางด้านการออกแบบงาน digital content ไปแล้ว
เห็นได้ว่า สถติจากการใช้งานในปัจจุบัน ผู้ใช้หันมาใช้ Browser ที่ 1024×768 เป็นส่วนใหญ่ 48% และใช้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่านั้น 38% ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนน้อยมาก ถ้าเทียบกับขนาดหน้าจอที่เคยเป็นมาตรฐานเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้ใช้เหลืออยู่แค่ 8% เท่านั้น ซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ แล้วไม่สามาถขยับขยายหน้าจอก็เป็นได้
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อดีที่ว่า การออกแบบเว็บไซต์ เราจะนำเสนอใคร พื้นที่ และวิสัยทัศน์ในการมองเห็นก็จะมีความสำคัญมากขึ้น หากกลุ่มลูกค้าเป็นพวก Hi-end ถึงระดับกลางๆ ที่น่าจะใช้คอมใหม่ๆ ดังนั้น Resolution ที่ใหญ่กว่า 1024×768 ก็จะช่วยให้เราสามารถออกแบบเลเอ้าท์ได้เหมาะสม และอาจจะทำได้ชัดเจนกว่า เนื่องจาก จอเล็กก็จะทำให้เราต้องบีบอัดจำนวนตัวอักษรมากขึ้น
ลองนึกภาพดูจาก หนังสือพิมพ์ หากเล่มใหญ่มากๆ ก็จะมีข้อมูลที่ละเอียดมาก (แต่ไม่ใช่ว่าใหญ่ๆจะดีเสมอไป)
อ้างอิงค์: http://w3schools.com/browsers/browsers_stats.asp
“ก็น่าสนใจ!”
คำนี้มักจะกลายเป็นคำที่ดูห่างเหินออกมาจากความหมายของมัน เริ่มจะกลายเป็นคำติดปากที่อาจจะแปลว่า มันไม่ได้น่าสนใจหรอก การเลือกใช้คำพูดนี้อาจฟังดูเหมือนมีความนัยบางอย่างบอกให้เราทราบว่า มันดูน่าสนใจนะ หรือมันอาจจะกลายเป็นว่า มันก็อย่างนั้นแหละ
Karaoke case
เกิดจากการวิเคราะห์ของอาจารย์ติ๊ก (Gra+Fiction) ในวิชาเรียน Communication Design ซึ่งจะให้นักเรียนพูดคุยถึงโปรเจคของตัวเอง และสิ่งที่อาจารย์ได้รับคือ การที่นักเรียน “พยายาม” จะหาประเด็นเพื่อใช้ในการทำงาน การตั้งชื่อว่า คาราโอเกะ ตามความคิดของผมน่าจะมาจาก วีดีโอคาราโอเกะ เพียงสากล ที่จะมีนางเอกมาเดิน ลูบก้อนหินบ้าง จับดอกไม้บ้าง แล้วก็เดินผ่านไป เหมือนการที่เราจะทำอะไรซักอย่างโดยที่ไม่พยายามทำอย่างจริงจัง เหมือนกับการ “แตะ” แล้วก็ผ่านไป
โดยวีดีโอประเภทนี้ ความเป็นจริงแล้ว จุดประสงค์คือต้องการให้คนแค่อ่านตัวหนังสือด้านล่างแล้วก็ร้องตาม การที่ภาพประกอบมีการกระทำที่มากกว่าการสำผัส อาจทำให้ผู้ที่ดูวีดีโอนี้เกิดหันความสนใจไปทางอื่นก็เป็นได้
กับดักแห่ง Mind-Map
ในฐานะที่คุณทำงานออกแบบหรือวางแผนอะไรซักอย่าง หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องกับวิชาออกแบบเลยก็ได้ คุณเคยใช้ Mind Map มั๊ย? สิ่งที่ได้รับข้อมูลมาจากคลาสเรียนนั้น Mind Maps เป็นวิธีการหนึ่งที่สามาราถทำให้เรามองเห็นองค์ประกอบของความคิดโดยรวมชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าใจถึงการใช้ “แผนผังความคิด” นี้แบบผิดๆ ก็คือ เราพยายามที่จะค้นหาองค์ประกอบของมัน โดยลืมที่จะสนใจต้นเรื่องของมัน ในการออกแบบหรือทำงานโฆษณา Mind Maps อาจจะทำให้เราผิดพลาด และสื่อสารหลงประเด็นไปอย่างง่ายดาย
มองในมุมหนึ่ง การใช้ Mind Maps อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าดูเท่ห์ จากคนอื่นที่ไม่สามารถใช้วิธีการนี้ในการจะเรียงลำดับอะไรซักอย่าง และวิธีการนี้อาจจะอันตรายมากขึ้นไปอีก หากเราคิดว่ามันดูเท่ห์จริงๆ จนในที่สุด เราก็อาจจะไปยึดติดกับภาพมายาจากคำว่า เท่ห์โดยกายใช้ Mind Map โดยไม่รู้วิธีการ และข้อดีของมันจริงๆ
“Mind Maps” อ้างอิงจากหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” เขียนโดย วนิสา เรซ เขียนว่า
Mind Maps เป็นสิ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นมาให้เหมาะกับการทำงานของสมอง เพราะมีการแตกข้อมูลจากจุดศูนย์กลาง คล้ายเซลล์สมองคนจริงๆ มีการใช้ภาพ ใช้สีสัน ซึ่งว่ากันตามหลักการทำงานของสมองแล้วถือว่า…ถูกต้องที่สุดนอกจากการใช้ Mind Maps แล้ว หนูดีมักแนะนำคนให้จดโน้ตด้วยการแบ่งกระดาษออกเป็น 80/20 คือ
80% ไว้จดข้อมูลที่เราได้ฟัง อีก 20% ไว้จดสิ่งที่เราได้คิด หรือจินตนาการในระหว่างที่ฟังข้อมูลนั้น ซึ่งถือเป็นการจดโน้ตเชิงรุก
หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะเห็นว่าเด็กๆที่เขียน Mind Maps แทนการจดเป็นบรรทัด (เหมือนสมัยที่ผมยังเด็ก) จะเกิดการโยงความคิด และอาจนำประสบการณ์ ในความทรงจำมาช่วยให้เราจดจำได้ง่ายขึ้น โดยที่เนื้อหาอื่นๆอาจจะไม่มีความจำเป็นมากไปกว่า keyword ที่เราได้รับ และการจินตนาการจากประสบการณ์ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆอยู่บ้าง
จากวิชา Communication Design V ครั้งที่แล้ว สิ่งที่ได้ต่อไปจากการวิเคราะห์ข้อมูลของตนเอง ต่อเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาด ทำให้มองเห็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลดี
ที่มาของการสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อนนั้น เกิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์หากเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดซึ่งอาจจะเป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดสงคราม ทำให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อมนุษย์ ที่ไม่ได้รู้เห็นกับซึ่งอาจเกิดจากเรื่องราวความขัดแย้ง หรือผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ที่มีอำนาจ โดยมองลึกลงไปจากคำถามที่ว่า ในช่วงที่มีการสื่อสารที่ผิดพลาด (15 นาทีที่จะตัดสินใจตอบโต้) อาจะทำให้เกิดความวุ่นวายจากจิตสำนึก ประสบการณ์ส่วนตัว ของคน 1 คน ส่งผลไปยังคนหลายๆคน จนเกิดความโกลาหลได้
ยกตัวอย่างเช่น หากเรารับรู้ข้อมูลข่าวสารนี้ ว่า ภายใน 15 นาที เราจะต้องตาย จากการที่มีประเทศใดประเทศนึง ยิงขีปนาวุธ แล้วจะตกมาในบริเวณที่ใกล้เคียงกับเรา สิ่งแรงคือ บุคคลผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารนี้ จะนึกไตร่ตรองถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำ อาจจะเกิดจากประสบการณ์พื้นหลังของแต่ละคน บ้างก็คิดที่จะ “เลือกทำ” บางสิ่งบางอย่าง เช่น ขอกลับไปเจอครอบครัว หรือ ขอให้ได้ทำกิจกรรมนี้ที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะทำสักครั้ง ก่อนที่จะตาย หรือบางคนอาจจะ “ไม่เลือก” ที่จะทำอะไรเลยเพียงแค่ขอให้นอนตายอย่างสงบอยู่ในบ้าน
ความโกลาหลอาจจะเกิดขึ้นจากการที่ทุกคนนึกถึงแค่สิ่งที่ตัวเองอยากจะทำก่อน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งสามัญที่ทุกคนเริ่มต้นคิดกันอยู่แล้วในทุกวันนี้ก็อาจจะเป็นได้
เมื่อต่างคนต่างคิดที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้ ทุกคนก็จะมุ่งไปที่ความต้องการของตัวเอง ทำให้การสื่อสารระหว่างคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม เกิดการสื่อสารที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้น ทำให้เกิดความผิดพลาดมากขึ้นไปอีก
นี่เป็นที่มาของประโยคที่น่าสนใจซึ่งอาจจะนำมาสู่ประเด็นของการออกแบบ “การสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อน”
แต่มองในทางกลับกัน หากเรามองถึงโครงสร้างของการสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อน อาจจะก่อให้เกิดผลดี หากเรามองในอีกมุมหนึ่ง เช่น หากบุคคลนั้นได้รับสัญญาณอันตรายถึงการสูญเสีย บุคคลผู้นั้นจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะสื่อสารต่อผู้คนที่อยู่ใต้การปกครอง(มนุษย์ที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตแดนเดียวกัน) มีความวิตกน้อยที่สุด หรืออาจจะไม่มีความวิตกเลย เพื่อให้การสื่อสารที่ซ้ำซ้อนนั้นกลายเป็นผลดีที่สุด
มีตัวอย่างที่ผมเองนึกขึ้นได้จากประสบการณ์ของการดูหนัง หรือการเมือง และสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราว่า หากบุคคลที่ 1 ที่ต้องการเริ่มจะสื่อสาร มีความต้องการที่จะได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง แต่เหตุผลนั้นไม่สมควรที่จะพูดโดยตรง และอาจจะมีวิธีการที่ดีกว่าในการสื่อความบางอย่างออกไป เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ชอบนักหากบุคลที่ 2 และ บุคคลอื่นๆ ได้รับรู้
ลองมองกลับไปในประเด็นที่ใกล้ตัว การโฆษณาสินค้าในทุกวันนี้อาจจะมีการสื่อสารที่ซ้ำซ้อนอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ได้ ความต้องการสิ่งแรกอาจจะเกิดจากการต้องการผลประโยชน์จากการขายสินค้า แต่กลับใช้วิธีการสื่อสารในอีกรูปแบบหนึ่งเช่น “เราห่วงใยคุณ” , “หรือคุณมาลองใช้ … ของเราสิ แล้วคุณจะได้เห็นประโยชน์สูงสุด จากการใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา” การโฆษณาด้วยจุดประสงค์นี้ล้วนแต่นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้ที่ผลิตสินค้านั้นๆ ในอีกแง่มุมหนึ่ง และในบางกรณี การใช้บุคคลที่มีตำแหน่งทางสังคมเป็นที่รู้จัก หรือผู้ที่รู้จักโดยทั่วไปจากการทำงานผ่านพื้นที่สาธารณะ เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง มาช่วยเสริมความน่าเชื่อถือจากการสื่อสารเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้การสื่อสารยิ่งดูมีความวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
(ลองคิดนอกกรอบ) พอมองนอกกรอบจากประเด็นนี้ ในเรื่องของจรรยาบรรณของผู้ที่ใช้พื้นที่สาธารณะนี้ในการเลี้ยงชีพ ก็คงไม่มองเห็นประเด็นที่ผิดพลาดของการสื่อสารที่ซับซ้อนนี้เท่าไหร่นัก บุคคลนั้นอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างทีได้รับผลประโยชน์ด้วย จนไม่สนใจว่าจะหลอกลวงประชาชนหรือไม่ จนลืม จรรยาบรรณของมนุษย์ไป ใช้แต่ความมีชื่อเสียงของตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันสูงสุด
จากประเด็นนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะทำให้ลองเจาะเข้าไปให้ลึกขึ้น เพื่อที่จะเห็นแก่นแท้ในด้านของการออกแบบ
ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว การออกแบบ ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันในการที่จะปูความเชื่อผิดๆกับการสร้างความเชื่อให้กับคนในสังคม ซึ่งต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนเอง จนกลายให้เรื่องอื่นๆสามารถลึกซึ้งกับสิ่งนั้นได้เพียงแค่เปลือก โดยเปลือกที่นักออกแบบสร้างขึ้น อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดอย่างสูงสุดก็เป็นได้
( แต่สิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรจะลืมคือ นี่เป็นเพียงการวิเคราห์แบบต่อเนื่อง ซึ่งได้หยิบยกตัวอย่างของสภาวะแวดล้อมรอบตัวมายกตัวอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถย้อนกลับไปสู่ความย่ำแย่จากการสื่อสารที่ผิดพลาด ในการทำสงคราม นิวเคลียร์ )